วิธีการดูพฤติกรรมเด็กว่าเสี่ยงเป็นออทิสติกหรือไม่

วิธีการดูพฤติกรรมเด็กว่าเสี่ยงเป็นออทิสติกหรือไม่

 ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ว่าลูกเราได้ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ เพราะว่าคุณหมอสามารถตรวจได้ว่าลูกเรามีความเสี่ยงไหมต่อการเป็นเด็กออทิสติกหรือไม่ ซึ่งสมัยนี้เครื่องมือแพทย์ได้มีความทันสมัยขึ้น ต่างจากสมัยก่อนที่เราต้องมาลุ้นกันตอนโตว่าเด็กเสี่ยงเป็นโรคไหม  ซึ่งเราสมารถตรวจได้เลยว่าลูกเราเสี่ยงไหมต่อการเป็นเด็กออทิสติกนั้นเอง และถ้าเราตรวจพบเราก็สามารถเลี้ยงดูเขาได้แต่อาจจะมีพัฒนาที่ช้ากว่าเด็กทั่วไปเท่านั้นเอง สังเกตอย่างไรว่าลูกเสี่ยงต่อการเป็นออทิสติกหรือไม่ สมัยนี้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าลุกเราเสี่ยงต่อการเป็นออทิสติกไหม เพราะเราสามารถตรวจสอบโคโมโซนว่าลูกของเรามีโคโมโซนที่เหมือนเด็กทั่วไปไหมนั้นเอง ซึ่งเราสามารถรับมือกับการที่ลูกเราเป็นออทิสติกได้อย่างสบายเลยหละ เพราะสมัยนี้ได้มีโรงเรียนที่รองรับเด็กออทิสติกอยู่หลายแห่ง ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่ไม่ค่อยมีสถาบันหรือศูนย์พัฒนาให้เลือกมากเท่าสมัยนี้นั้นเอง และเรายังสามารถฝึกพัฒนาการลูกของเราได้ด้วยตนเอง เพียงเราสามารถศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตได้แล้ว เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีมีการพัฒนาขึ้นมาทันสมัยหมดแล้ว เราสามารถศึกษาข้อมูลในการเลี้ยงดูลูกของเราได้อย่างสะดวกสบาย และยังสามารถฝึกฝนเขาให้สามารถร่วมทำกิจกรรมร่วมกับเราได้ เพียงแค่ใช้เวลาสักเล็กน้อยเพราะสมองของเขานั้นจะทำงานช้ากว่าเด็กปกติ แต่พวกเขาก็สามารถทำกิจกรรมตามเด็กปกติได้ โดยเราสามารถคอยสอนเรื่องความรู้พื้นฐานให้เขาอยู่บ่อยๆและเขาก็จะสามารถทำได้เอง เพราะถ้าเราสอนเขาทุกวันเขาก็จะจำได้และคอยทำตามว่าสิ่งไหนดีและไม่ดีนั้นเอง ซึ่งการที่จะให้เขาพัฒนาไวนั้นก็เป็นสิ่งที่ยากเพราะเขาเป็นเด็กที่สมาธิสั้น แต่เขาก็สามารถเรียนหรือทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างเด็กทั่วไปนั้นเอง แต่เราควรให้เวลาแก่เขามากๆ และคอยสนใจเขาอยู่ตลอดและไม่ควรให้เขาอยู่เพียงลำพัง เพราะเขาอาจจะคอดว่าคุณรังเกลียดเขาก็เป็นได้เพราะเขาจะมีปมอยู่ตลอดเวลา     ปมด้อยเหล้านี้ก็จะเป็นตัวที่ทำให้เขาไม่อยากคบหาหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นนั้นเอง เพราะเขาจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นจุดด้อยไม่สามารถเรียนรู้ได้เท่ากับคนอื่น และไม่มีใครรักเพราะเขาเป็นเด็กที่ไม่ปกติเหมือนเด็กทั่วไปนั้นเอง และยังมีอีกหลายเหตุผลมากมายที่ทำให้เขาสามารถคิดสั้นได้ด้วย เพียงแค่คุณให้เวลากับเขาแสดงความรักกับเขาให้มากๆแค่นั้นเขาก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยอีกแล้ว

Read more

อาหารแบบไหนควรให้เด็กออทิสติกทานเพื่อเกิดผลดีกับพวกเขา

อาหารแบบไหนควรให้เด็กออทิสติกทานเพื่อเกิดผลดีกับพวกเขา

โดยสมัยนี้ได้มีศูนย์พํฒนาเด็กอยู่มากมาย และยังรับเด็กออทิสติกอีกด้วยเพื่อเข้ารับการศึกษา เพราะสมัยนี้ได้มีโรงเรียนหลายแห่งรับเด็กออทิสติกเข้ารับการศึกษาอยู่มากมาย เพราะเราสามารถเปิดอบรบและสร้างพัฒนาการใหม่ๆได้นั้นเอง ซึ่งเด็กพวกนี้เหมือนเด็กทั่วไปแต่สามารถเรียนรู้กับเด็กทั่วไปได้เพียงแค่จะช้ากว่าคนอื่นเท่านั้นเอง และยังมีศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กออทิสติกอยู่มากมาย เพื่อรองรับการเรียนรู้ของพวกเขาและยังสามารถช่วยพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและสมองอีกด้วย อาหารที่เด็กออทิสติกควรรับประทาน อาหารที่เด็กออทิสติกควรรับประทานนั้นควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ และควรเป็นอาหารที่ครบห้าหมู่ด้วยกัน เพื่อสามารถนำไปพัฒนาทางด้านสมอง และยังไปบำรุงร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งอาหารที่ควรได้รับต่อวันนั้นก็จะเป็นผลดีต่อตัวเขาเอง เพื่อนำไปพัฒนาสมองของพวกเขา และยังช่วยให้บำรุงสายตาและกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง เพื่อที่จะสามารถทำกิจกรรมเหมือนกับเด็กคนอื่นอีกด้วย เพราะการดูแลพวกเขานั้นเราต้องใส่ใจเรื่องการเรียนรู้การทำกิจกรรม และเรื่องของการเลือกอาหารในแต่ละมื้อ ว่าเหมาะสมไหมต่อปริมาณที่จะต้องได้รับต่อวัน เพราะการพัฒนาของพวกเขาจะต่างจากเด็กทั่วไปคือจะสมาธิสั้นและโตช้ากว่าเด็กทั่วไปนั้นเอง  แต่ส่วนใหญ่แล้วเด็กออทิสติกนี้ก็จะเหมือนกับเด็กทั่วไป ซึ่งสามารถทำอะไรด้วยตัวเองเหมือนเด็กปกติเพียงแค่พัฒนาการช้ากวานั้นเอง และพวกเขายังสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ เพียงแค่เราสอนสิ่งดีๆให้กับเขาค่อยๆให้พวกเขาซึบซับเข้าไปและเขาก็จะค่อยๆจำในสิ่งที่เราสอนไปได้ดี เพียงแค่เรามีความอดทนในการสอนเพื่อให้พวกเขาได้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากเดิม และยังช่วยให้พวกเขาสามารถสนุกสนานกับการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆได้ดีอีกด้วย เพียงแค่อดทนเท่านั้น โดยเด็กออทิสติกเหล่านี้เราสามารถสอนเรื่องพัฒนาการทางด้านสมองและสติปัญญาได้ ขอแค่เราใส่ใจดูแลพวกเขาด้วยความรักและความอดทนโดยที่ไม่รีบร้อน เพราะพวกเขาต้องใช้เวลาในการเรียนรู้มากกว่าเด็กปกตินั้นเอง ถ้าเราคอยสอนสิ่งใหม่ๆให้พวกเขาอยู่ตลอดนั้นก็จะเป็นผลดีกับพวกเขาอย่างมาก ในการพัฒนาความรู้ขึ้นไปเรื่อยๆ และยังสามารถทำอะไรด้วยตนเองได้อย่างต้องการ โดยที่เราไม่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเลย เพียงแค่เราคอยยืนดูอยู่ห่างก็พอและให้เขารู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองก็เท่านั้น พวกเขาก็จะมีความสุขในการใช้ชีวิตของพวกเขาแล้ว

Read more